เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2556 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีคลังเปิดเผยถึงการหารือการแก้ปัญหาเรื่องค่าเงินบาทที่ผ่านมากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งก็ยังไม่ได้แนวทางการแก้ปัญหาค่าเงินบาทที่ชัดเจนว่า ผลการแถลงข่าวของ กนง. มีสิ่งที่ตรงกันอยู่หนึ่งอย่างคือ ธปท. มีการประสานการทำงานในการดูแลอัตราแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิดกับกระทรวงการคลัง ก็ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ที่ผ่านมา ธปท. ไม่ได้มีการประสานกับกระทรวงการคลังอย่างใกล้ชิดตามที่พูดเลย เช่น กระทรวงการคลังเสนอแนะให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อใช้เป็นกลไกหนึ่งในการลดการแข็งค่าของเงินบาท ซึ่งเสนอตั้งแต่เงินบาทเคลื่อนไหวที่ระดับ 31 บาทต่อดอลลาร์ จนขณะนี้แข็งค่ามาอยู่ที่ระดับ 29 บาทต่อดอลลาร์ จนเกิดความเดือดร้อนมากขึ้น
โดยขณะนี้ตนมีความเป็นห่วงว่า หากตอนนี้ยังมีมาตรการใดออกมาเกรงว่าในอนาคตจะเกิดเหตุการณ์แบบที่เกิดขึ้นในปัจจุบันจะไม่เกิดขึ้นในครั้งเดียวและอาจจะกระทบกลไกทางเศรษฐกิจในวันข้างหน้า และที่ผ่านมาได้ใช้อำนาจหน้าที่ในการดูแลเสถียรภาพทางการเงินในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตั้งแต่การสอบถาม ดูแลและหามาตรการดูแลค่าเงินบาทพร้อมสอบถามตั้งแต่ระดับผู้บริหารของธนาคารแห่งประเทศ จนกระทั่งส่งหนังสือถึงนายวีรพงษ์ รางมางกูร ประธานคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อสอบถาม ซึ่งได้คำตอบว่าไม่มีอำนาจในการตัดสินใจและให้สอบถามกับผู้ว่าฯ ธปท. จากนั้นจึงส่งหนังสือไปสอบถามผู้ว่าฯ ธปท. อีกครั้ง ซึ่งมองว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการโยนกันไปมายิ่งทำให้เป็นห่วงว่าในอนาคตเมื่อเกิดปัญหาที่รุนแรงขึ้นจะไม่เกิดความเสียหายต่อประเทศมากกว่านี้หรือ และมองว่ากลไกการลดอัตราดอกเบี้ย จะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยได้ ในทางตรงกันข้าม ธปท. กลับมองว่าการลดอัตราดอกเบี้ยจะไม่ช่วยให้เงินบาทอ่อนค่าลงและจะเป็นผลเสียต่อระบบการเงิน
นายกิตติรัตน์ ระบุต่อไปว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรีแต่ละครั้งที่มีกระแสข่าวออกมาว่า ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย มีการรายงานสถานการณ์ค่าเงินบาทและมาตรการดูแลนั้น ไม่เป็นความจริง เพราะตนเองในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้มีการทำหนังสือสอบถามผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยมาโดยตลอด เพื่อให้เสนอเป็นวาระลับเกี่ยวกับการดูแลมาตรการค่าเงินบาท และได้ตอบกลับเพราะมีการประทับตราในหนังสือ โดยระบุว่า ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นยังไม่กระทบต่อผู้ประกอบการและระบบเศรษฐกิจมากนัก แม้ว่าจะปรับตัวแข็งค่ามากขึ้นก็ตาม และการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ก็ไม่ช่วยให้การไหลเข้าของเงินอัตราต่างประเทศในตลาดพันธบัตรลดลง ซึ่งตนได้มีการรายงานต่อนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี เป็นวาระลับเมื่อวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา
ส่วนกรณีมีกระแสข่าวมีการกดดันและต้องการปลด นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล เนื่องจากไม่สามารถแก้ปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่องได้ นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ไม่มีอำนาจในการสั่งปลดผู้ว่าฯ ธปท. แต่อำนาจอยู่ที่มติเสียงข้างมากของคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย







0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น